เส้นทาง Data Analytic 1.0 จนถึงยุค 4.0 มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง?

ความเป็นมาของ Data Analytics ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และยกตัวอย่างเครื่องมือ Data Analytics ที่น่าสนใจมาให้ได้ศึกษากัน ตั้งแต่ยุค 1.0 แบบไม่มี BI, Data Engineer เข้ามาช่วย จนถึงยุค 4.0 ที่มีครบทุกอย่าง

สำหรับคนที่ทำงานด้านสาย Data อยู่แล้ว ก็คงคุ้นเคยกันดีกับ Data Analytics หรือการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อนำมาใช้ต่อยอดในการขาย รวมถึงการพัฒนาสินค้าและบริการให้ดียิ่งขึ้น

วันนี้ DataTH จะพูดถึงความเป็นมาของ Data Analytics ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และยกตัวอย่างเครื่องมือ Data Analytics ที่น่าสนใจมาให้ได้ศึกษากัน

Data Analytics คืออะไร?

Data Analytics คือ การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การตรวจสอบ การส่งต่อข้อมูล ตลอดจนไปถึงการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ และช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ

โดยที่ระบบ Data Analytics จะช่วยทำให้การสรุปข้อมูลเป็นไปได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้แล้ว Data Analytics สามารถช่วยทำให้เราสามารถเอาข้อมูลที่มีมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้ เช่น

  • ใช้ข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • การวัดผลทางธุรกิจ
  • การทดลองทั้งภายในและภายนอกบริษัท
  • ค้นหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในการทำงานหรือการเก็บข้อมูล
  • ค้นหารูปแบบการทุจริตของมิจฉาชีพ
  • พัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ต่อไปเราจะมาดูกันว่าขั้นตอนของการทำ Data Analytics เป็นอย่างไรบ้าง ก่อนที่เราจะไปดูประวัติความเป็นมาของเครื่องมือเหล่านี้กัน

ขั้นตอนการทำ Data Analytics

data analytics steps
ขั้นตอนการทำ Data Analysis

ไม่ว่าจะเป็นการทำ Data Analytics ด้วยการใช้เครื่องมือแบบไหน ก็จะมีส่วนประกอบที่เหมือนกัน ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการแสดงผลข้อมูลตามที่ต้องการ โดยมีส่วนประกอบหลัก ๆ ดังนี้

  1. กำหนดปัญหา (Define problems) – ทำความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจก่อนว่าเราจะเก็บข้อมูลไปทำอะไร เพื่อจุดประสงค์ใด เอาไปพัฒนาในด้านไหนบ้าง
  2. กำหนดข้อมูล (Define datas) กำหนดว่าจะต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อให้ตรงตคามปัญหาหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้
  3. จัดเก็บข้อมูล (Collection) ไม่ว่าจะเป็นจากการจดบันทึก ข้อมูลจาก Databases ข้อมูลจากชีตการทำงาน เว็บไซต์ แอปพลิเคชันหรือแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งสามารถขอความช่วยเหลือจาก Data Engineer ได้ในส่วนนี้
  4. จัดกลุ่มข้อมูล (Grouping) หรือการทำความสะอาดข้อมูล เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาจัดให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นตามข้อกำหนด ช่วยทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้น เช่น แบ่งตามเวลาการใช้งาน แบ่งตามอายุ หรือแบ่งตามยอดซื้อสินค้า
  5. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยจะมีการคำนวณข้อมูล (Calculating), เชื่อมโยงข้อมูล (Joining), การเปรียบเทียบข้อมูล (Comparing) และการคัดกรองข้อมูล (Filtering) เป็นการคัดเอาแค่ข้อมูลที่สนใจหรือต้องการใช้ออกมาจากข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน มองเห็นข้อมูลเชิงลึกได้ดีขึ้น
  6. แสดงผลข้อมูลในรูปแบบของภาพ (Visualization) เป็นการแสดงผลข้อมูลแบบกราฟิกเพื่อช่วยทำให้ผู้อ่านสรุปข้อมูลเข้าใจได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผนภูมิ กราฟ แผนที่หรือแดชบอร์ด เพื่อแชร์ข้อมูลให้กับคนหรือทีมที่ต้องการ
  7. ตัดสินใจ (Decision) เมื่อได้ข้อมูลเชิงลึกมาแล้ว ก็สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจต่อไปได้

เมื่อรู้ถึงการทำ Data Analytics ไปแล้ว เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าเครื่องมือในการทำ Data Analytics มีต้นกำเนิดมาจากอะไร ทำไมถึงกลายเป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้

วิวัฒนาการของเครื่องมือ Data Analytics 

ถ้าคุณเป็นบริษัทที่มีการเก็บข้อมูลเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีระบบที่ช่วยจัดการข้อมูล สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล การเสียเวลาในการจัดการข้อมูลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของยุคแห่งการเก็บข้อมูล ทำให้มีการพัฒนาระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลออกมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

หากพูดถึงวิวัฒนาการของ Data Analytics และเครื่องมือต่าง ๆ แล้ว เราจะแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่

Analytics 1.0 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทำมือล้วน ๆ

data analytics 1 primitive old
Analytics 1.0 – ทำทุกอย่างด้วยมือ

สำหรับยุค 1.0 นี้จะเป็นช่วงที่ระบบฐานข้อมูลมีความซับซ้อนสูง จะต้องมีโปรแกรมเมอร์คอยดึงข้อมูลให้ และต้องเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อในเครื่องมือทำเอกสารเช่นพวก Spreadsheets ต่าง ๆ 

ข้อเสียของการวิเคราะห์ข้อมูลในสมัยนั้นคือความยุ่งยากในการสื่อสาร เมื่อมีคนต้องการข้อมูล จะต้องไปขอให้โปรแกรมเมอร์เป็นคนดึงข้อมูลให้ แล้วเอามาวิเคราะห์ มาทำกราฟแสดงผลต่อ ทำให้มีความผิดพลาดสูง ใช้เวลานานในการสื่อสารและการดึงข้อมูล

ทำให้เหล่าโปรแกรมเมอร์หาวิธีทำงานให้น้อยลง จนเข้าสู่ช่วง Analytic 2.0 ที่เริ่มมีการใช้ระบบเข้ามาช่วยทำงานมากขึ้น

ทำไม Analytics 1.0 ถึงไม่ได้ไปต่อ?

  • เพราะยุ่งยากในการเก็บและดึงข้อมูล ใช้เวลาเยอะ
  • เกิดความผิดพลาดในการสื่อสารกันบ่อยระหว่างคนที่ต้องการข้อมูลกับ Developper ที่ต้องดึงข้อมูลให้
  • เสียเวลาในการปรับแก้ไขข้อมูลไปมา เพราะคนดึงข้อมูลก็ไม่รู้ว่าจะต้องดึงอะไรมาบ้าง บางทีก็ดึงมาเยอะแยะไปหมด

Analytics 2.0 จุดเริ่มต้นของระบบ Data Analytics

data analytics 2 bi business intelligence
Analytics 2.0 – ยุคของ Business Intelligence

ต่อมาเป็นช่วงที่มีการใช้ระบบเข้ามาช่วยในการทำงานของการเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูล ทำให้มีตำแหน่ง Business Intelligence (BI) เกิดขึ้น โดยมีหน้าที่ทำความสะอาดข้อมูล จัดรูปแบบข้อมูล นำเข้า Data wearhouse แล้วก็เอาข้อมูลมาประมวลผล ทำเป็นกราฟ

ทำให้ผู้ที่ต้องการข้อมูลไม่ต้องไปขอข้อมูลจาก Developers แล้ว ให้ไปขอที่ BI แทน ได้ข้อมูลเร็ว ลดการสื่อสารลง แถมยังได้ข้อมูลที่มีคุณภาพมากขึ้น มีความผิดพลาดน้อยลงอีกด้วย

แต่ก็ยังต้องใช้คนทำการเก็บและจัดเก็บข้อมูลอยู่ดี จนทำให้เกิดยุคต่อไป

สรุปข้อดีของยุค Analytics 2.0

  • มีตำแหน่ง BI ที่เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบมากขึ้น
  • ดึงข้อมูลออกมาใช้ได้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำมากขึ้น
  • Developer ไม่ต้องวุ่นวายกับการดึงข้อมูลแล้ว มีเวลาไปทำอย่างอื่น

สรุปข้อเสียของยุค Analytics 2.0

  • ยังคงเสียเวลากับการสื่อสารอยู่ เพราะคนที่จะเอาข้อมูลอาจจะกลับมาขอเพิ่มเติม ขอแก้บางส่วน ทำให้ใช้เวลานาน
  • เกิดความผิดพลาดในการเก็บและดึงข้อมูล เพราะ BI จะต้องเป็นคนจัดการทั้งหมด
  • ใช้เวลานานในการจัดข้อมูล เพราะใช้แรง BI ล้วน ๆ

Analytics 3.0 ยุคทองของ Data Engineer

data with engineer
Analytics 3.0 – ยุคของ Data Engineer

ถ้าดูจาก Analytics 2.0 จะพบว่างานทางด้านซ้ายมือที่เกี่ยวข้องกับการดูแลข้อมูลนั้น สามารถถูกพัฒนาและรวบรัดได้อีก จนทำให้เข้าสู่ยุครุ่งเรืองของ Data Engineer ที่เข้ามาสร้าง Pipeline ในการทำงานกับข้อมูลให้ง่าย สะดวกและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ในยุคนี้มีการพัฒนาการทำงานให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ลดการใช้แรงงานคน แล้วใช้ระบบเข้ามาทำงานมากขึ้น

แต่สุดท้ายแล้ว เวลาที่มีพนักงานต้องการข้อมูล ก็จะต้องเสียเวลามาสื่อสารกับทีม Data อีกครั้ง อาจจะต้องการแก้ไขข้อมูลที่ได้ ซึ่งทำให้เสียเวลา จนทำให้เกิดเป็น Analytics 4.0 ในที่สุด

สรุปข้อดีของยุค Analytics 3.0

  • มี Data Pipeline ที่เข้ามาช่วยทำให้การจัดการข้อมูลง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
  • มี DE ที่เข้ามาช่วยดูแลระบบการจัดการข้อมูล ทำให้ใช้ระบบอัตโนมัติในการจัดการมากขึ้น
  • ใช้เวลาในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลน้อยลง

สรุปข้อเสียของยุค Analytics 3.0

  • เนื่องจากคนที่ใช้ข้อมูลไม่ใช่คนที่ดึงข้อมูลเอง เลยทำให้เกิดปัญหาเรื่องการสื่อสารเหมือนเดิม

Analytics 4.0 ระบบใช้งานง่าย (Self-Service Data Analytics)

data self service analytics
Analytics 4.0 – ยุคของ Self-Service Analytics

เนื่องจากปัญหาการสื่อสารและการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามความต้องการ จึงเริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปจัดการข้อมูลได้เอง เน้นใช้งานง่าย บริษัทต่าง ๆ สามารถเข้ามาจัดการข้อมูลเบื้องต้นได้เอง รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลได้เองด้วย

ปัจจุบันนี้มีเครื่องมือหลาย ๆ อย่างที่สามารถเอาเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น ไม่ต้องเขียนโค้ดเองก็สามารถจัดการ Data Warehouse ได้อย่างสะดวกสบาย (เช่น Databricks หรือ Snowflake) ไม่ว่าจะทีมการตลาด ทีมพัฒนาธุรกิจ หรือ ทีมขาย ต้องการข้อมูลอะไร ก็สามารถเข้ามาดึงข้อมูลจากระบบได้เองเลย

สรุปข้อดีของยุค Analytics 4.0

  • มีระบบที่ช่วยทำงานกับข้อมูลให้เลือกใช้หลากหลายมากขึ้น
  • ผู้ที่ต้องการข้อมูลสามารถเข้าไปดึงและจัดการข้อมูลเองได้
  • หน้าตาของเครื่องมือมีความใช้งานง่าย
  • ลดระยะเวลาในการสื่อสารระหว่างทีม เมื่อต้องการข้อมูล

สรุปข้อเสียของยุค Analytics 4.0

  • เครื่องมือบางตัวมีราคาสูง ไม่เหมาะกับบริษัทขนาดเล็ก
  • มี Learning Curve ในการใช้งาน

พูดถึงวิวัฒนาการและต้นกำเนิดของระบบ Data Analytics กันไปแล้ว เราจะพาเพื่อน ๆ ไปดูกันว่ามีเครื่องมือตัวไหนที่น่าสนใจในช่วงนี้บ้าง!

เครื่องมือการทำ Data Analytics ตอนนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง?

พูดถึงเครื่องมือเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลในยุคนี้ เรียกได้ว่ามีหลากหลายมาก ๆ แต่วันนี้เราจะยกตัวอย่างเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ และมีฟีเจอร์ครบครัน โฟกัสที่การทำ Data Visualization / Report / Dashboard ซึ่งเป็นหัวใจของการทำ Data Analytics มาให้เพื่อน ๆ ได้ลองเลือกศึกษากัน

Tableau

self service tool tableau
Tableau – โปรแกรม BI Tool ที่ทุกคนไว้วางใจ

เริ่มกันที่หนึ่งในเครื่องมือที่สายจัดการข้อมูลต้องรู้จักอย่าง Tableau ที่มีฟีเจอร์น่าสนใจมากมาย เช่น

  • Dashboards ที่ใช้งานง่ายสุด ๆ ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็นก็ใช้งานได้แบบสบาย ๆ
  • มีการสรุปข้อมูลเป็นกราฟ ตารางและรูปแบบอื่น ๆ ที่ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายขึ้น แถมยังเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้ด้วย
  • ระบบจัดการและเตรียมข้อมูลที่ทำงานได้ดี ละเอียด ไม่ต้องทำซ้ำเองให้ปวดหัว
  • สามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาของ Dashboard ได้ตามความต้องการ
  • มีความปลอดภัยสูง

ข้อเสียของ Tableau ก็มีอยู่บ้าง เช่น

  • ไม่มีระบบการอัปเดตรีพอร์ตแบบอัตโนมัติ จะต้องเข้าไปทำเองในหลังบ้าน อาจจะใช้เวลามากหน่อยในส่วนนี้
  • เวลาปรับเปลี่ยนหน้า Dashboard แล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับไปรูปแบบเดิมได้
  • ถ้าทำงานกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูง ผู้ใช้งานควรมีพื้นฐาน SQL ด้วย

Power BI

self service data power bi
PowerBI – โปรแกรม BI Tool ที่ได้รับความนิยม ใช้กันอย่างแพร่หลาย จาก Microsoft

เครื่องมือสำหรับจัดการข้อมูลต่อมาเป็น Power BI ที่เป็นระบบแบบ Cloud-based ข้อดีของระบบตัวนี้คือมีการอัปเดตอยู่ตลอด มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจให้ได้ลองใช้งานกันเป็นประจำ นอกจากนี้ก็ยังโดดเด่นด้วยสิ่งเหล่านี้

  • Dashboard มีความครบถ้วน ปรับใช้ได้ง่ายตามความต้องการ
  • สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้รวดเร็วและง่าย ด้วยการใช้อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพ
  • รวมเอา Azure Machine Learning และ Azure Stream Analytics มาใช้ในระบบด้วย

ข้อเสียของ Power BI

  • ผู้ใช้งานระบบจะต้องมีอีเมลโดเมนเดียวกันเท่านั้น
  • ไฟล์ที่อัปโหลดบนระบบจะต้องมีขนาดไม่เกิน 250MB

Qlikview

self service data qlik
QlikView – Self-service Data Tool ที่เก่งกาจ

Qlikview เป็น Self-service Tools ที่เหมาะกับธุรกิจหรือหน่วยงานที่ต้องการความง่ายในการใช้งาน แบ่งออกเป็นแต่ละแผนกได้ และมีข้อดีที่น่าสนใจคือ

  • ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว
  • เหมาะกับธุรกิจหลากหลายรูปแบบ
  • มีระบบวิเคราะห์อัตโนมัติที่ช่วยทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น
  • แชร์ Dashboards และข้อมูลระหว่างทีมได้ง่าย 

ข้อเสียของ Qlikview

  • ราคาค่อนข้างสูง เพราะจะต้องใช้หลาย ๆ เครื่องมือรวมกัน อาจจะไม่เหมาะกับบริษัทขนาดเล็กและกลาง

Google Data Studio (ชื่อเก่า Looker Studio)

self service data google data studio
Google Data Studio – เครื่องมือสร้าง Dashboard ใช้งานง่าย จาก Google

ปิดท้ายกันที่เครื่องมือจัดการข้อมูลที่ใช้ฟรีได้อย่าง Google Data Studio ที่นอกจากจะใช้งานง่ายแล้ว ก็ยังสามารถใช้ทำงานร่วมกับโปรดักส์อื่น ๆ ของ Google ได้อย่างครบครันอีกด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการเข้าถึงข้อมูล Google ของตัวเอง ปรับเปลี่ยน Dashboards ได้ค่อนข้างเยอะ

Google Data Studioมีข้อดีอื่น ๆ อีก เช่น

  • เก็บข้อมูลได้จากหลากหลายแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น TapClicks, Amazon Seller Central, Asana, Jira Cloud และอีกมากมาย
  • มี Business Intelligence Engine จากทีม Google Cloud BigQuery ทำให้สามารถเข้าถึงและโหลด Dashboards จากแหล่งข้อมูลมากมายได้รวดเร็ว
  • หน้ารีพอร์ตทำงานเร็วมาก สามารถปรับเปลี่ยนได้แทบจะทุกอย่างตามข้อมูลที่ต้องการ
  • มีความปลอดภัยสูง

ข้อเสียของ Google Data Studio

  • พอเป็นเครื่องมือของ Google ทำให้ต้องแปลงไฟล์ Excel เป็น CSV หรือใส่ Google Sheet ก่อนที่จะเอาข้อมูลเข้ามาในระบบ
  • Dashboard ไม่มีระบบการรีเฟรชอัตโนมัติ

นอกจากนี้ก็ยังมีเครื่องมืออีกหลากหลายตัวเลยที่เปิดให้ใช้บริการ เราแนะนำว่าให้เพื่อน ๆ เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการจัดเก็บข้อมูล แหล่งข้อมูล และการใช้งานของบริษัทจะดีที่สุด เห็นแบบนี้แล้วก็น่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะว่าในอนาคตจะมีเครื่องมือใหม่ ๆ อะไรออกมาให้เราได้ลองใช้งานกันอีก

ใครที่อ่านบทความนี้แล้วอยากเรียนรู้ต่อเกี่ยวกับเครื่องมือ Self-service ที่ทำให้จัดการ เข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายขึ้น แนะนำให้รอติดตามบทความต่อไปกันเลยนะ ใครชอบเนื้อหาแนวนี้ อย่าลืมกดติดตามกันได้ที่ Facebook Page: DataTH และ Youtube Channel: Data Science ชิลชิล ได้เลย!